ไคติน - ไคโตซาน คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร

        ไคตินและไคโตซานเป็นองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างของเปลือกหรือส่วนหุ้มลำตัวของแมลง, สัตว์ประเภทกุ้ง, ปูและเห็ดราบางชนิด 
 
        ไคตินและไคโตซานจัดเป็นสารประกอบจำพวกแป้งน้ำตาล (POLYSACCHARIDE) ที่มีไนโตรเจนประกอบอยู่ด้วย มีสูตรทางเคมีคล้ายกับเซลลูโลส มีลักษณะเป็นสารกึ่งโปร่งแสง ไคตินและไคโตซานจะมีลักษณะคล้ายกัน แต่จะแยกความแตกต่างได้ดังนี้ 
 
        ไคติน ประกอบด้วยสายยาวที่ต่อกันของโมเลกุลน้ำตาลอะมิโน(2-ACETYLAMINO-2-DEOXY-D-GLUCOPYRANOSE) เชื่อมต่อกันด้วย GLYCOSIDIC BOND (β-1,4) มีความเสถียรในตัวมากจึงเป็นการยากที่จะนำไคตินไปใช้ในรูปสารละลาย
 
        ไคโตซาน ประกอบด้วยสายยาวของโมเลกุลน้ำตาลอะมิโนที่ต่อกันคล้ายไคตินแต่แตกต่างกันที่โครงสร้างของน้ำตาลอะมิโนนั้นจะแตกต่างจากของไคตินตรงคาร์บอนที่ตำแหน่งที่ 2 ของโครงสร้างน้ำตาลอะมิโนจะเป็น AMINE GROUP ( -NH2) ซึ่งจะสามารถนำไคโตซานไปใช้ประโยชน์ได้เมื่อเติมโปรตอนให้กับโมเลกุลคาร์บอนที่ตำแหน่งที่ 2 ของโมเลกุล โดยการนำไคโตซานไปทำการละลายด้วยกรดอินทรีย์
 
ทั้งไคตินและไคโตซานจัดเป็น NATURAL BIOPOLYMER ทั้งคู่แต่ไคโตซานจะมีคุณสมบัติพิเศษกว่าไคติน ตรงที่สามารถรับโปรตอนจากกรดได้ ดังนั้นไคโตซานจะถูกเรียกว่า “NATURAL CATIONIC BIOPOLYMER”
 
การจัดเรียงตัวของผลึกของไคตินและไคโตซานมี 3 รูปแบบ คือ
        1.)  การจัดเรียงตัวแบบ ALPHA FORM – พบได้ในกุ้ง,ปู
        2.)  การจัดเรียงตัวแบบ BETA FORM – พบได้ในแกนปลาหมึก
        3.)  การจัดเรียงตัวแบบ GAMMA FORM – พบในเห็ดราบางจำพวก
 
ประวัติของไคตินและไคโตซาน
ไคตินถูกค้นพบเป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1811 โดยศาสตราจารย์ อองรี บราคอนน็อตซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศส ซึ่งไคตินได้ถูกค้นพบจากเห็ดราชั้นสูงหลายชนิดก่อนที่จะค้นพบเซลลูโลสมาเป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว ต่อมาในปี ค.ศ. 1823 A. Odier ได้ทดลองสกัดไคตินจากแมลงตระกูลเต่าทอง และได้ตั้งชื่อสารนี้ว่า “ไคติน” ซึ่งมาจากภาษากรีกหมายถึงซอง,ปกคลุม
ไคโตซานถูกค้นพบในปี ค.ศ. 1859 โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสชื่อ C. Rouget แต่ในขณะนั้นยังไม่ได้ชื่อที่เหมาะสมสำหรับสารนี้ เขาจึงให้ชื่อสารนี้ว่า “MODIFIED CHITIN” จนมาในปีค.ศ. 1894 F.Hoppe – Seylor จึงได้ให้ชื่อสารนี้ว่า “ไคโตซาน” ในอดีตไคตินและไคโตซานยังไม่เป็นที่สนใจของบรรดานักวิทยาศาสตร์มากนัก จะสังเกตุได้ว่าตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 จึงเริ่มจะมีผลงานวิจัย เกี่ยวกับไคตินและไคโตซานตีพิมพ์ออกมาและมีมากขึ้นเรื่อยๆจนถึงปัจจุบัน
 
วิธีการนำไคตินและไคโตซานไปใช้ประโยชน์
ไคติน ปกติไคตินจะถูกนำไปใช้ในรูปของแข็งโดยบดเป็นผงหรือนำไปละลายเพื่อตรวจวัดคุณสมบัติทางเคมีและฟิสิกส์ของไคตินหรือนำไปละลาย โดยไคตินจะละลายได้ในสารผสมของ DIMETHYLACETAMIDE (DMAC), N-METHYLPYROLIDONE (NMP) ในลิเธียมคลอไรด์ (ซึ่งเป็นสารที่มีพิษสูง)
ไคโตซาน มักจะถูกนำไปใช้ทั้งในรูปของแข็งและในรูปสารละลาย โดยละลายไคโตซานด้วยกรดอินทรีย์ เช่น กรดอะซิติก, กรดแลคติค, กรดกลูตามิค, ฯลฯ จนได้สารละลายที่มีลักษณะเหนียวใส จากนั้นจึงนำไคโตซานไปใช้ประโยชน์ตามจุดประสงค์ที่ต้องการ
 
เราสามารถนำไคติน-ไคโตซานไปใช้ประโยชน์อย่างไรบ้าง
มีการทดลองจำนวนมากที่ประยุกต์เอาไคติน-ไคโตซานไปใช้ บางการทดลองประสบความสำเร็จอย่างสูง บางการทดลองยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ทั้งนี้เนื่องมาจากผู้ทำการทดลองยังมีความรู้ในการประยุกต์ใช้ไคติน-ไคโตซานไม่มากพอ แต่คาดว่าในอนาคตอันใกล้นี้จะมีผลการทดลองประยุกต์ใช้ไคตินและไคโตซานจนประสบความสำเร็จมากขึ้นเรื่อยๆ
 
การนำประโยชน์จากไคติน-ไคโตซานไปใช้ 
สามารถประยุกต์ใช้ได้ในหลายอุตสาหกรรม เช่น
1.  อุตสาหกรรมอาหาร
1.1. การเสริมใยอาหารธรรมชาติในผลิตภัณฑ์ที่ทำจากแป้ง เช่น ก๋วยเตี๋ยว มักกะโรนี คุกกี้ บะหมี่สำเร็จรูป ขนมปัง ขนมขบเคี้ยว
1.2. การเพิ่มความเหนียวแน่นให้กับผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเนื้อสัตว์ เช่น ลูกชิ้น ,ไส้กรอก โดยใช้ในรูปสารละลายผสมกับผลิตภัณฑ์ในขั้นตอนการนวดเพื่อเตรียม ขึ้นรูป
1.3. การเพิ่มกลิ่นรสให้ดีขึ้นกับผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ โดยใช้เคลือบเป็นฟิล์มบางๆเพื่อป้องกันเนื้อสัตว์จากการทำปฏิกิริยากับออกซิเจนและป้องกันธาตุเหล็กในเนื้อสัตว์ทำปฏิกิริยากับอากาศจนเปลี่ยนสี
1.4. การถนอมอาหารเพื่อยืดอายุและป้องกันการสูญเสียจากแบคทีเรียและเชื้อรา โดยใช้ได้ทั้งกับอาหารสดและอาหารปรุงสำเร็จ
1.5. การทำครีมและ EMULSION ให้คงตัว โดยผสมลงในส่วนประกอบน้ำสลัด
1.6. เป็นส่วนผสมสำหรับอาหารที่ต้องการใช้ควบคุมไขมันและคอลเลสเตอรอลในร่างกายโดยทำเป็นอาหารหลัก,อาหารเสริมและขนมขบเคี้ยว
1.7. เป็นสารช่วยในการกรองและตกตะกอนสิ่งเจือปนในอุตสาหกรรมน้ำผลไม้,เบียร์และเครื่องดื่มต่างๆ
 
2.  อุตสาหกรรมยาและวัสดุการแพทย์

2.1 การผลิตผิวหนังเทียมที่ย่อยสลายเองได้ไม่ต้องลอกออก สำหรับผู้ป่วยไฟไหม้น้ำร้อนลวก ทำให้เกิดแผลเป็นน้อยไม่น่าเกลียด
2.2 การผลิตไหมเย็บแผลที่ละลายเองได้และไม่มีปฏิกิริยากับภูมิคุ้มกันของร่างกายมนุษย์

2.3 การผลิตวัสดุ ห้ามเลือด ซับเลือด ปิดแผล ที่สลายได้โดยธรรมชาติ

2.4 การผลิตสารตัวกลางเพื่อจับและควบคุมตัวยาให้ปล่อยออกมาอย่างช้าๆ

2.5 การผลิตสารควบคุมไขมันในเลือด, ยาต้านการเจริญของเนื้องอก

2.6 ใช้ในการเคลือบเม็ดยาให้มีความคงทนไม่แตกหักง่าย

2.7 ใช้เป็นสารตัวกลางในขบวนการโครมาโตกราฟฟี

2.8 ใช้เป็นสารหล่อลื่นชนิดผงแห้งในขบวนการผลิตถุงมือยางที่ใช้ทางการแพทย์

 

3.  อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง

3.1 อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม เช่น แชมพู, ครีมนวดผม, ยาย้อมผมที่ทำให้สีติดผมทนนาน, เจลแต่งผม

3.2 อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เช่น ครีมอาบน้ำ, เจลล้างหน้า, ลิปสติค, ครีมบำรุงผิว

3.3 อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก เช่น ยาสีฟัน, น้ำยาบ้วนปาก, น้ำยากำจัดคราบหินปูนในปาก

3.4 อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์หลังการโกนหนวด เช่น โลชั่นหลังการโกนหนวด, โฟมหรือเจลสำหรับการโกนหนวด, ผลิตภัณฑ์ห้ามเลือด

3.5 ใช้ในอุตสาหกรรมน้ำหอมเพื่อให้น้ำหอมมีกลิ่นทนนาน

 

4.  การเกษตร

4.1 การปรับปรุงคุณภาพดินโดยเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ในดิน

4.2 การเคลือบเมล็ดพันธุ์ เพื่อเพิ่มอัตราการงอก

4.3 การกระตุ้นให้ระบบรากของพืชเจริญได้ดี
4.4 การเพิ่มความแข็งแรงและความสามารถในการต้านทานโรคพืชของพืชทั่วๆไป
4.5 ใช้ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย เชื้อรา และไวรัส หลายชนิดที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคในพืช
4.6 ใช้หยุดยั้งการแพร่ระบาดของไส้เดือนฝอยศัตรูพืช
4.7 ใช้เป็นสารเสริมผสมลงในอาหารสัตว์บก เช่น สุกร, วัว, ควาย, เป็ด, ไก่ เพื่อเพิ่มปริมาณแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ในทางเดินอาหาร (BIFIDOBACTERIA) ของสัตว์เหล่านั้น และลดอัตราการตายของสัตว์วัยอ่อนอันเนื่องมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียหลายชนิดในทางเดินอาหาร
4.8 ใช้เป็นสารเสริมผสมลงในอาหารสัตว์น้ำ เช่น สารเสริมสร้างเนื้อเยื่อและเปลือกสำหรับสัตว์น้ำจำพวกกุ้ง, สารเคลือบเม็ดอาหารไม่ให้แตกตัวง่าย
4.9 ใช้เคลือบเพื่อควบคุมการสุกของผลไม้ ลดการสูญเสียเนื่องจากผลไม้สุกงอมจนเน่าเสียและลดความรุนแรงจากการทำลายของจุลินทรีย์
4.10 ใช้ในการเพิ่มความแข็งแรงของโครงสร้างผนังเซลล์ของพืช
4.11 ใช้ในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรให้มากขึ้น
 
5.  การบำบัดน้ำเสีย
5.1 ใช้ในการตกตะกอนสารแขวนลอยและโลหะหนักในขบวนการผลิตน้ำประปา
5.2 ใช้ในการตกตะกอนโปรตีนในน้ำเสียจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม
5.3 ใช้ในการจับคราบไขมัน, สี จากอุตสาหกรรมผ้า, กระดาษ ฟอกย้อม
5.4 ใช้เป็นสารตกตะกอนที่ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมทดแทนสารเคมีอันตราย
5.5 ใช้ในการดักจับสารกัมมันตรังสีของน้ำจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
5.6 ใช้เป็นส่วนประกอบของแผ่นกรองแยกสารอันตรายจากน้ำเสีย
 
6.  อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ 
6.1 การทำภาชนะที่ย่อยสลายได้ในธรรมชาติ
6.2 การทำเป็นฟิล์มถนอมอาหารที่สามารถรับประทานได้โดยไม่เป็นอันตราย
 
7.  อุตสาหกรรมเส้นใยและสิ่งทอ
7.1 การผลิตผ้าที่ย้อมสีติดทนนาน ไม่หดตัวง่ายมีความนุ่มนวลสูง
7.2 การผลิตผ้าที่สามารถต้านทานแบคทีเรียและเชื้อราได้ เช่น เสื้อผ้าที่ใช้ในโรงพยาบาล, ชุดคนไข้
7.3 การเคลือบเส้นใยผ้าเพื่อลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ เช่น กลิ่นเหงื่อ, กลิ่นอับชื้น มักใช้กับชุดชั้นใน, ถุงเท้า, รองเท้า
 
8.  อุตสาหกรรมการทำกระดาษ
8.1 การผลิตกระดาษที่มีคุณสมบัติทางกายภาพสูง เช่น เหนียวแน่นขึ้น แข็งแรงขึ้น ทนต่อการฉีกขาด
8.2 การผลิตกระดาษที่สามารถดูดซับหมึกได้ดีเพื่อความคมชัดของการพิมพ์ที่ต้องการคุณภาพการพิมพ์สูง
8.3 ใช้เคลือบกระดาษเพื่อยืดอายุการเก็บและคงสภาพของเนื้อกระดาษได้นานๆ เช่น ใช้เคลือบหนังสือในห้องสมุด