เหตุผลที่ต้องใช้ไคโตซานเสริมให้กับอาหารกุ้ง

กุ้งในธรรมชาติจะได้อาหารจากธรรมชาติซึ่งเป็น ซากปลา ซากสัตว์ทะเลต่างๆ และสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก เช่น กุ้งเคย กุ้งฝอย คริลล์ (กุ้งขนาดเล็กชนิดหนึ่ง) อาหารที่กุ้งกินเข้าไปทั้งหมดนี้จะให้สารอาหารหลากหลายชนิดให้กับกุ้ง เช่น ปลา ให้โปรตีนเป็นส่วนใหญ่ ให้ไขมันปานกลาง และให้คอลลาเจนจากหนังปลาและเกล็ดปลาที่กุ้งกินเข้าไป ส่วนกุ้งเคย กุ้งฝอย คริลล์ จะให้โปรตีนเป็นส่วนใหญ่และให้ ไคตินสด เพื่อเสริมสร้างส่วนเปลือกให้กับกุ้ง เป็นที่น่าสังเกตว่า การเลี้ยงกุ้งในยุคเริ่มแรกที่ไม่มีโรคระบาดรุนแรง จะใช้วิธีถ่ายน้ำทะเลเข้าออกบ่อเลี้ยง ทำให้ของเสียในบ่อเลี้ยงมีน้อยมาก เนื่องจากการหมุนเวียนน้ำอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่ได้มาจากการถ่ายน้ำธรรมชาติ ก็คือ สิ่งมีชีวิตต่างๆในน้ำบางชนิดที่เป็นสัตว์ในตระกูลครัสเตเชียน (กุ้งเล็ก, กุ้งเคย, กุ้งฝอย ฯลฯ) ก็ได้ไหลตามน้ำทะเลเข้ามาอยู่ในบ่อเลี้ยงกุ้งให้กุ้งได้จับกินเสริมสร้างส่วนต่างๆ
และด้วยเหตุนี้เอง กุ้งที่เลี้ยงด้วยวิธีถ่ายน้ำทะเลธรรมชาติเข้าบ่อเลี้ยง จึงมีอัตราการเจริญเติบโตที่สูง ลอกคราบอย่างสมบูรณ์ และมีสุขภาพที่แข็งแรง เนื่องจากได้อาหารสดที่ไหลมากับน้ำทะเลธรรมชาตินั่นเอง ซึ่งอาหารสดที่พูดถึงนี้ จะมี ไคตินสด จำนวนมากเป็นส่วนประกอบ อันเป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างสุขภาพของกุ้ง รวมทั้ง ภูมิคุ้มกัน ความแข็งแรง และการเจริญเติบโตของกุ้ง นอกเหนือจากคุณภาพของน้ำที่ดีจากการเปลี่ยนถ่ายน้ำทะเลธรรมชาติบ่อยๆ
แต่ในปัจจุบัน มีโรคระบาดหลายชนิดในน้ำทะเลธรรมชาติ จึงไม่สามารถถ่ายน้ำทะเลจากธรรมชาติเข้ามาในบ่อเลี้ยงได้อีก บ่อเลี้ยงกุ้งส่วนใหญ่จึงเลี้ยงกุ้งในระบบปิดเพื่อป้องกันโรคระบาด ซึ่งโรคระบาด เช่น ตัวแดง ดวงขาว หัวเหลือง นี้จะสร้างความเสียหายอย่างมากให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง จากการที่กุ้งที่เลี้ยงในบ่อเป็นโรคระบาดเสียหายหมดทั้งบ่อ และประสบกับภาวะขาดทุนในที่สุด
ได้มีการพัฒนาอาหารเสริมหลากหลายชนิดเพื่อนำมาใช้ในการเลี้ยงกุ้งระบบปิด หนึ่งในสารที่มีการพัฒนาเพื่อใช้เสริมอาหารในการเลี้ยงกุ้ง ก็คือ ไคโตซาน โดยจากการศึกษามาหลายปี สามารถจะสรุปได้ว่า ไคโตซานมีประโยชน์ในการเพาะเลี้ยงกุ้ง แต่ต้องเป็นไคโตซานที่มีคุณภาพดี ที่สกัดมาจากเปลือกกุ้งสดคุณภาพดี ที่มีไคตินสด ในปริมาณมาก เปลือกกุ้งที่ไม่สดเริ่มเน่า มีคุณภาพไม่ดี จะนำไปสกัดเป็นไคติน-ไคโตซานได้ในปริมาณที่น้อยมากและมีคุณภาพต่ำ เนื่องจากจุลินทรีย์ในธรรมชาติได้ทำการย่อยสลายไคตินในโครงสร้างของเปลือกกุ้งไปจนเกือบหมด (จากประสบการณ์การสกัด ไคติน-ไคโตซาน เปลือกกุ้งสดที่ไม่ผ่านการควบคุมอุณหภูมิให้ต่ำมากๆ ก่อนที่จะนำมาสกัด ไคติน-ไคโตซาน จะมีปริมาณ ไคติน-ไคโตซาน น้อยมาก เนื่องจากถูกจุลินทรีย์ย่อยสลาย ไคติน-ไคโตซานไปเกือบหมด เหลือเพียงแต่แคลเซียมคาร์บอเนตจากเปลือกกุ้งเท่านั้น)
 
ไคโตซาน จะเข้าไปเสริมในขั้นตอนการสร้างเปลือกและเนื้อเยื่อของกุ้ง โดยลัดขั้นตอนการสร้างไคตินจากกลูโคส ซึ่งกุ้งจะได้กลูโคสจากอาหารที่ย่อยแล้วและนำไปผ่านขั้นตอนหลายขั้นตอนซึ่งซับซ้อนและยุ่งยากมากจนได้เป็นไคติน ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดนี้ใช้พลังงานและใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลงมาก โดยปกติ อาหารจะถูกย่อยด้วยน้ำย่อยในตัวกุ้งจนได้เป็นกลูโคส และถูกนำไปใช้ประโยชน์ โดย
1.)    เป็นพลังงานในการดำเนินชีวิตของกุ้ง
2.)    นำไปใช้ในการสร้างเนื้อเยื่อร่วมกับกลูโคซามีน
3.)    ผ่านขบวนการอมิเนชั่น (Amination) จนได้กลูโคซามีนซึ่งนำไปใช้ในการสร้างเนื้อเยื่อและเปลือก โดยกลูโคซามีนจะผ่านกระบวนการอะเซตทิเลชั่นและโพลิเมอไรเซชั่นจนได้โอลิโกไคตินและเข้าสู่กระบวนการสร้างเปลือกในที่สุด
 
ไคโตซานจะเข้ามาช่วยเสริมปริมาณของกลูโคซามีนให้มากขึ้น ช่วยลดขั้นตอนในการสร้างกลูโคซามีนซึ่งสิ้นเปลืองพลังงานมาก กุ้งจึงสงวนพลังงานที่ใช้สร้างกลูโคซามีนได้ และนำพลังงานที่เหลือไปใช้กับส่วนกิจกรรมอื่นๆของร่างกายได้เต็มที่ 
การเลี้ยงกุ้งในปัจจุบัน เป็นการเลี้ยงกุ้งแบบหนาแน่น กุ้งจะอยู่รวมกันมากกว่าในธรรมชาติมาก จึงมีความต้องการสารไคตินจำนวนมาก เพื่อนำไปใช้ในการเจริญเติบโตและลอกคราบ แต่อาหารที่กุ้งได้รับ จะมีปริมาณไคตินน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย เนื่องจากเปลือกกุ้งแห้งที่ผสมลงในเม็ดอาหารนั้น มีแต่แคลเซียมคาร์บอเนตเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่ ไคติน ในเปลือกกุ้งแห้งสลายไปเกือบหมดแล้วจากกระบวนการทำเปลือกกุ้งแห้ง ดังนั้น เราจึงต้องเพิ่ม ไคติน ให้กับกุ้งในรูปไคโตซานเพื่อลัดขั้นตอนในการสร้างเนื้อเยื่อและเปลือก ซึ่งไคโตซานคุณภาพดีนั้นมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับไคตินสดจากธรรมชาติ สามารถช่วยให้กุ้งเจริญเติบโต ลอกคราบดี มีภูมิคุ้มกันโรคสูง
เมื่อไคโตซานเข้าไปในตัวกุ้ง จะไปเพิ่มไคตินให้กับเปลือกกุ้ง ทำให้โครงสร้างเปลือกกุ้งแข็งแรง เปรียบเทียบได้กับการสร้างตึก ไคตินจะเปรียบเป็นโครงเหล็กเส้นของตึก ในขณะที่แคลเซียมและคาร์บอเนตจากน้ำทะเล จะเข้ามาเกาะที่โครงสร้างของไคตินทำให้เปลือกกุ้งแข็งขึ้น เปรียบได้กับปูนที่มาหล่อกับเหล็กเส้นของตึกนั่นเอง ดังนั้นกุ้งที่ได้รับไคโตซานจะมีเปลือกที่เหนียวแน่น, แข็ง, ไม่เปราะแตกง่ายมีน้ำหนักดี สุขภาพสมบูรณ์ เลี้ยงง่าย โตดี

กุ้งที่ได้รับไคโตซานอย่างสม่ำเสมอ จะมีสุขภาพดี มีเปลือกแข็ง ลอกคราบดี แข็งแรง ดีดตัวดี เนื้อใส สีเข้มจัด เลี้ยงง่าย ทนต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมได้ดี อัตรารอดสูง แสดงได้ดังตารางข้างล่างนี้

       ตารางเปรียบเทียบผลที่เกิดกับกุ้งเมื่อใช้ไคโตซาน

  ใช้ไคโตซาน ไม่ใช้ไคโตซาน
ลักษณะของเม็ดอาหาร แช่น้ำแล้วเป็นตัวนุ่มเหมือนลูกชิ้นปลา  แช่น้ำแล้วเปื่อยยุ่ยจับไม่ติดมือ
ลักษณะของเนื้อกุ้ง  ใสเหมือนแก้ว แน่น ขุ่นมัว นิ่ม
เปลือก เกลี้ยงเป็นเงามัน มีน้ำหนัก เปราะบาง นิ่ม มีแผลดำ
การดีดตัว ดีดตัวแรง ออกจากยอหมด  อ่อนแรง นอนนิ่งอยู่ในยอ
สีสัน  สีเข้มหนวดแดง หางแดง  สีซีดจาง
การกินอาหาร  กินอาหารดี หมดเกลี้ยง  ไม่กินอาหาร
ลักษณะของตับ  เป็นพูสวย สีน้ำตาล  เหลืองบวมหรือฝ่อหดตัว ซีดขาว

       สรุปได้ว่าควรเสริมไคโตซานให้กับกุ้งอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้กุ้งมีสุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง ลดความเสี่ยงจากโรคระบาด เพิ่มผลผลิตกุ้งโดยรวมทั้งปริมาณและคุณภาพ ประหยัดค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการแก้ปัญหาต่างๆเนื่องจากกุ้งไม่แข็งแรง