ค่าออกซิเจนละลายในน้ำ, ค่าพีเอช และค่าอัลคาไลน์ที่เหมาะสมกับการเลี้ยงกุ้งเครฟิชควรเป็นเท่าไร?
การเลี้ยงกุ้งเครฟิชคุณภาพน้ำส่วนใหญ่ควรจะมีความเค็มไม่เกิน 7 ppt , ค่าความเป็นกรดด่าง (pH) 7.5 – 8.5 , ค่าความเป็นด่าง (Alkalinity) 80 – 160 ppm , ค่าแอมโมเนียต้องมีค่าไม่เกิน 1.0 มิลลิกรัม/ลิตร , ค่าไนไตรท์ต้องมีค่าไม่เกิน 0.5 มิลลิกรัม/ลิตร , แร่ธาตุต่างๆในน้ำต้องมีครบถ้วน ซึ่งได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม โปแทสเซียม ฟอสฟอรัส ฯลฯ และอ็อกซิเจนในน้ำต้องเพียงพอกับที่กุ้งต้องการ ซึ่งปัจจัยที่มีผลสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการเลี้ยงกุ้ง ก็คือ ออกซิเจนที่ละลายในน้ำในบ่อเลี้ยงและตู้เลี้ยง โดยปกติถ้าในบ่อเลี้ยง, ตู้เลี้ยงมีของเสียไม่มากนักและมีการตีน้ำ, การให้หัวทรายออกซิเจนอย่างเพียงพอ ค่าออกซิเจนที่ละลายในน้ำจะเพียงพอตลอดการเลี้ยง แต่ก็มีสาเหตุหลายประการที่จะทำให้ค่าออกซิเจนที่ละลายในน้ำลดต่ำลง คือ
1. คุณภาพของน้ำ น้ำที่มีความกระด้างสูง, ความเค็มสูง, มีการดรอปของแพลงค์ตอนทำให้เกิดการเน่าเสีย จะทำให้ออกซิเจนละลายน้ำได้ลดลง น้ำที่คุณภาพแย่ ออกซิเจนจะละลายได้น้อยถึงแม้ว่าจะเพิ่มการตีน้ำเพิ่มการอัดอากาศมากเพียงใดก็ตาม
2. ชนิดและปริมาณของแพลงค์ตอนในบ่อ แพลงค์ตอนหลายชนิดสามารถผลิตออกซิเจนได้มากในเวลากลางวันแต่จะดูดออกซิเจนมากเช่นกันในเวลากลางคืน แพลงค์ตอนกลุ่มสีน้ำตาลหลายชนิดและแพลงค์ตอนสัตว์ไม่สร้างออกซิเจนเลยแต่จะใช้ออกซิเจนที่ละลายในน้ำเพื่อการดำรงชีวิต ปริมาณของแพลงค์ตอนพืชถ้ามีมากเกินไปจะไม่เป็นผลดีต่อปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำ เนื่องจากในตอนกลางคืนแพลงค์ตอนพืชจะแย่งใช้ออกซิเจนและคายคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเป็นจำนวนมากทำให้กุ้งในบ่อเลี้ยงขาดออกซิเจน กุ้งจะลอยหัวเนื่องจากต้องการออกซิเจนจากผิวน้ำ
3. จุลินทรีย์ที่ย่อยสลายเศษอาหารและขี้กุ้ง โดยมากจุลินทรีย์ที่ย่อยสลายเศษอาหารและขี้กุ้งจะเป็นจุลินทรีย์ที่ใช้ออกซิเจนเป็นจำนวนมาก ถ้ามีเศษอาหารกุ้งตกค้างอยู่ในบ่อเป็นจำนวนมากจุลินทรีย์ก็จะขยายตัวดีและมีกิจกรรมในการย่อยสลายเศษอาหารสูงขึ้นซึ่งจะต้องใช้ออกซิเจนมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ถ้าจุลินทรีย์ขยายจำนวนมากเกินไปเนื่องจากมีอาหารของจุลินทรีย์เพิ่มขึ้นมาก ปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำก็จะถูกจุลินทรีย์นำไปใช้จนเกือบหมด จนเป็นสาเหตุที่ทำให้กุ้งอ่อนแอและตายไปเนื่องจากขาดออกซิเจน
4. การลอกคราบของกุ้ง กุ้งต้องการออกซิเจนมากในช่วงลอกคราบเนื่องจากกุ้งมีการสูบน้ำผ่านเหงือกเป็นจำนวนมากเพื่อดึงเอาแคลเซียมและคาร์บอเนตที่ละลายในน้ำ กระบวนการนี้ต้องใช้พลังงานมาก กุ้งจึงต้องหายใจเอาออกซิเจนที่ละลายในน้ำมาใช้ในการสันดาปพลังงานในร่างกายเพื่อสร้างเนื้อเยื่อและเปลือกใหม่ จึงเป็นสาเหตุให้ออกซิเจนในน้ำมีปริมาณลดลงอย่างมากในช่วงที่กุ้งลอกคราบ และถ้ามีการตีน้ำเพื่อเพิ่มออกซิเจนได้ไม่เพียงพอ กุ้งจะตายในระยะเวลานี้เป็นจำนวนมาก
แต่ใช่ว่าเมื่อเห็นว่าค่าออกซิเจนที่ละลายในน้ำมีค่าสูงเกิน 8 ppm แล้วจะหยุดการตีน้ำหมดเลย หรือปิดหัวทรายออกซิเจนนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งเนื่องจากกุ้งเป็นสัตว์ที่ต้องพึ่งพากระแสน้ำในการดำเนินกิจกรรมของชีวิตให้คล้ายกับในท้องทะเลหรือแม่น้ำซึ่งมีกระแสน้ำแรงตลอดเวลา จึงแนะนำให้เพียงลดการตีน้ำลงแค่ครึ่งหนึ่งของสภาพปกติ หรือนำหัวทรายออกซิเจนบางตัวออกเท่านั้น
ในการเลี้ยงกุ้งนั้นควรดูคุณภาพน้ำเบื้องต้นของแหล่งน้ำในภูมิภาคหรือบริเวณที่เลี้ยงก่อน เพื่อจะได้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการลงทุนและจัดการคุณภาพน้ำได้ถูกต้อง ขอให้ผู้เลี้ยงมีการตรวจค่าแคลเซียมด้วยเนื่องจากแคลเซียมเป็นองค์ประกอบหลักในการสร้างเปลือกกุ้ง ซึ่งค่าแคลเซียมอย่างเดียวจะไม่ทำให้เปลือกกุ้งแข็งตัวเต็มที่ ต้องมีค่าคาร์บอเนต หรือ ทางวิทยาศาตร์เรียกว่า ค่าอัลคาไลน์ ค่าอัลคาไลน์เป็นค่ารวมของปริมาณคาร์บอเนตและไบคาร์บอเนต ซึ่งค่าอัลคาไลน์จะได้มาจากปฏิกิริยาเคมีที่เกิดจากการหายใจของพืชน้ำ เช่น ในบ่อเลี้ยงกุ้งบ่อดิน ค่าอัลไลน์ส่วนใหญ่จะได้มาจากการหายใจของแพลงค์ตอนพืช ที่มีมากหรือน้อยในแต่ละบ่อ ถ้าบ่อนั้นมีแพลงค์ตอนพืชมากน้ำจะเขียวเข้ม และมีค่าอัลคาไลน์ที่สูง ในทางตรงกันข้ามถ้าบ่อเลี้ยงกุ้งบ่อดินที่มีน้ำค่อนข้างใสจะมีปริมาณแพลงค์ตอนพืชน้อย ค่าอัลคาไลน์ที่มีจะค่อนข้างต่ำ
ส่วนในการเลี้ยงกุ้งในตู้ค่าอัลคาไลน์จะมาจากพืชน้ำ เช่น สาหร่ายต้นต่างๆ ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาละลายในน้ำ และค่อยๆเปลี่ยนเป็นค่าอัลคาไลน์ ถ้าค่าอัลคาไลน์ในน้ำไม่มากพอผู้เลี้ยงสามารถเสริมค่าอัลคาไลน์ลงในน้ำได้โดยเติมโซเดียมไบคาร์บอเนตลงในน้ำที่ละน้อย โซเดียมไบคาร์บอเนตจะแตกตัวให้ค่าอัลคาไลน์ได้ดี และช่วยให้เปลือกกุ้งแข็งตัวเร็วขึ้นได้ โดยกุ้งจะสูบน้ำที่มีทั้งค่าแคลเซียมและค่าอัลคาไลน์เข้าไปในตัวและดูดซึมเอาส่วนประกอบทั้งหมด เข้าไปทำให้เปลือกกุ้งแข็งตัว
น้ำในบ่อเลี้ยงกุ้งโดยธรรมชาติจะมีค่าแคลเซียมและค่าอัลคาไลน์อยู่พอประมาณ โดยค่าแคลเซียมและค่าคาร์บอเนตจะมีมากพอในน้ำธรรมชาติทุกที่ แต่จะมีค่ามากเป็นพิเศษถ้าเป็นน้ำที่มาจากภูเขาหินปูน หรือเขื่อนจากภูเขาหินปูน เช่น น้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ กาญจนบุรี ในกรณีนี้ผู้เลี้ยงกุ้งจะประหยัดค่าใช้จ่ายในการปรับแต่งค่าแคลเซียม และค่าอัลคาไลน์ได้มาก แม้แต่ในน้ำประปาก็มีค่าแคลเซียมและค่าอัลคาไลน์พอสมควร สังเกตได้จากคราบน้ำประปาที่แห้งจะเห็นเป็นคราบขาวๆ ของแร่ธาตุต่างๆ ดังนั้นน้ำประปาจึงสามารถนำมาเลี้ยงกุ้งได้ เพียงแต่ใช้ได้กับการเลี้ยงกุ้งในตู้ที่มีความหนาแน่นของกุ้งน้อย
แต่ถ้าต้องการให้กุ้งเปลือกแข็งเร็ว เมื่อเลี้ยงด้วยน้ำประปาในตู้เลี้ยงจำเป็นต้องเพิ่มค่าแคลเซียมและค่าคาร์บอเนตให้กับน้ำในตู้เลี้ยง กุ้งจึงจะเจริญเติบโตได้ดี เปลือกแข็งเร็วหลังจากลอกคราบ แข็งแรงมีสุขภาพดี
เครดิตรูปจาก : https://th.aliexpress.com/item/40mm-Air-Bubble-Stone-Aerator-Pond-Pump-Air-Stone-Bubble-Disk-aquarium-air-pump-Hydroponic-Oxygen