ไคโตซาน เป็นสารตัวใหม่ที่นำมาใช้ในการเลี้ยงสัตว์น้ำมากว่าสิบปีซึ่งพบว่ามีประโยชน์มากกับการเลี้ยงสัตว์น้ำหลายชนิดเช่น กุ้ง,ปลา,กบ ให้มีสุขภาพดี แข็งแรง เติบโตไว มีภูมิต้านทานที่ดี ไม่ป่วยง่าย
ไคโตซาน เป็นสารโพลีเมอร์ธรรมชาติที่ได้จากการสกัดจากเปลือกกุ้ง,ปู ประกอบไปด้วยสารน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ( กลูโคซามีน ) เรียงต่อกันเป็นสายยาว ไคโตซานที่นำมาใช้ในการเลี้ยงสัตว์ควรมีคุณสมบัติและลักษณะที่ดี มีค่า DEGREE OF DEACETYLATION ที่สูง (มากกว่า 95) และเป็นไคโตซานที่ผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์ปราศจากการปนเปื้อนของเชื้อโรค เช่น เชื้อรา แบคทีเรียและไวรัส อย่างสิ้นเชิง
ปัจจุบันนี้มีสินค้าที่ทำจากไคโตซานจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดมากมายหลายบริษัท แต่ละบริษัทก็มีสูตรที่คล้ายกันบ้างหรือบางบริษัทก็มีสูตรที่เฉพาะเจาะจงของบริษัทนั้นๆ แต่พื้นฐานของสินค้าทั้งหมด ก็มาจากไคโตซานเหมือนกัน
ที่จริงนั้น สินค้าที่ทำจากไคโตซานที่มีคุณภาพดีนั้นต้องมาจาก
1. ขั้นตอนการคัดเลือกวัตถุดิบที่ดี
2. การเลือกใช้ไคโตซานที่มีน้ำหนักโมเลกุลเหมาะสมกับจุดประสงค์ของแต่ละการใช้งาน
3. วิธีการผสมและความสะอาดของการผลิต
1. ขั้นตอนการคัดเลือกวัตถุดิบที่ดี
วัตถุดิบที่ดีสำหรับการทำไคโตซานควรจะเป็นของสด เช่น เปลือกกุ้งสด, เปลือกปูสด ระหว่างที่นำมาผลิตต้องเก็บในอุณหภูมิไม่เกิน 4 องศาเซลเซียส ขั้นตอนในการสกัดโปรตีนออกมาต้องสกัดให้หมด เนื่องจากถ้ามีโปรตีนเหลือจะทำให้ไคโตซานเน่าเสียได้เมื่อทำเป็นสารละลาย ต้องสกัดแคลเซี่ยมและแร่ธาตุออกให้หมดเพื่อให้มีปริมาณกากเหลือน้อยที่สุดเพื่อที่จะได้ไคตินที่มีคุณภาพดี เมื่อนำไปผลิตต่อจะได้ไคโตซานคุณภาพดีที่สุด ไคโตซานที่มีคุณภาพดีควรมีค่า DD (DEGREE OF DEACETYLATION) มากกว่า 95 ขึ้นไป ค่า DD เป็นค่าที่แสดงให้เห็นว่าไคโตซานที่มีค่าDDสูงมากจะละลายได้ดีมากมีส่วนที่เป็นกากน้อย สารละลายที่ได้จะมีความใสสะอาดมาก ตรงกันข้ามกับไคโตซานที่มีค่า DD ต่ำจะละลายยาก และมีความขุ่นมาก สารละลายที่ได้จะไม่ใสสะอาดเนื่องจากมีกากและส่วนที่ไม่ละลายมาก ไม่เหมาะกับการนำมาใช้ผสมเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องการคุณภาพ เช่น อาหารคน , อาหารกุ้ง , สารเสริมภูมิคุ้มกันพืชทางใบ แต่สามารถนำไคโตซานที่มีค่า DD ต่ำมาใช้เป็นปุ๋ยผสมดิน , บำบัดน้ำเสียได้เนื่องจากไม่จำเป็นต้องใช้ไคโตซานที่มีค่า DD สูงนัก ดังนั้นไคโตซานที่มีคุณภาพดีจะสังเกตุได้จากค่า DD ที่สูง (ถ้าสามารถขอใบรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์จากผู้ขายได้จะดีมาก) มีเนื้อสารละลายที่ใสสะอาด , ไม่มีตะกอนและผลิตมาจากบริษัทที่เชื่อถือได้ว่ามีความชำนาญมีกรรมวิธีการผลิตที่สะอาดได้มาตรฐาน เนื่องจากไคโตซานที่ไม่บริสุทธิ์เมื่อนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปจะเน่าเสียเร็ว มีความขุ่นสูง ละลายยาก ไม่คุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไป
2. การเลือกใช้ไคโตซานที่มีน้ำหนักโมเลกุลเหมาะสมกับจุดประสงค์ของแต่ละการใช้งาน
ความต้องการใช้ไคโตซานในแต่ละจุดประสงค์นั้นขึ้นกับน้ำหนักโมเลกุลของไคโตซาน ซึ่งไคโตซานที่มีน้ำหนักโมเลกุลน้อยจะมีสายสั้น ไคโตซานที่มีน้ำหนักโมเลกุลมากจะมีสายยาว ในธรรมชาติไคโตซานที่มีน้ำหนักโมเลกุลต่างๆ จะคัดมาจากแต่ละส่วนของอวัยวะของ กุ้ง,ปู ซึ่งเปลือกของ กุ้ง ปู แต่ละส่วน เมื่อทำเป็นไคโตซานเรียบร้อยแล้วจะมีน้ำหนักโมเลกุลไม่เหมือนกัน เปลือก กุ้ง ปู ที่ถูกเก็บมาอย่างดีด้วยความเย็นจัดจะให้น้ำหนักโมเลกุลที่สม่ำเสมอมากกว่าเปลือก กุ้ง ปู ตากแห้งที่ไม่ได้เก็บด้วยความเย็น เปลือกที่ตากแห้งจะมีเศษโปรตีนปนเปื้อนมากกว่าเปลือกสด จะทำให้ได้ไคโตซานที่มีคุณภาพต่ำกว่าการใช้เปลือกกุ้ง ปูสดมาผลิต จุดประสงค์ในการคัดเลือกไคโตซานที่มีน้ำหนักโมเลกุลต่างๆมาใช้งานก็เพื่อที่จะต้องการให้ไคโตซานมีประสิทธิ์ภาพสูงที่สุดเหมาะกับจุดประสงค์นั้นๆ เช่น เมื่อต้องการใช้เคลือบเม็ดอาหารกุ้งและปลา จะใช้ไคโตซานที่มีน้ำหนักโมเลกุลสูงและน้ำหนักโมเลกุลปานกลางเป็นส่วนใหญ่ ถ้าต้องการใช้กับพืชจะต้องใช้ไคโตซานที่มีน้ำหนักโมเลกุลต่ำมากๆ หรือถ้าต้องการใช้ไคโตซานในการเคลือบผัก ผลไม้ เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาควรจะใช้ไคโตซานที่มีน้ำหนักโมเลกุลสูงมากๆ
3. วิธีการผสมและความสะอาดของการผลิต
ผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วยไคโตซานในแต่ละสูตรนั้นมีวิธีการผสมที่ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของการใช้งานและคุณสมบัติของสารละลายไคโตซานที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับ
1) กรดอินทรีย์แต่ละชนิดที่ใช้ทำละลายไคโตซาน
2) กรรมวิธีการละลายไคโตซาน
3) อุณหภูมิที่ใช้ขณะทำการละลาย
4) ภาชนะที่ใช้ทำละลาย
5) การควบคุมไอออนของโลหะในสารละลาย
6) การกำจัดแบคทีเรียและเชื้อราที่ปนเปื้อนในสารละลาย
7) การควบคุมการผสมโดยผู้เชี่ยวชาญ
สารละลายไคโตซานที่ดีนั้นจะต้องใช้วัตถุดิบไคโตซานที่ได้มาตรฐานอาหาร มีใบรับรองจากองค์การอาหารและยา ( อย. ) ใช้กรดอินทรีย์ในการละลายที่ได้มาตรฐานอาหาร (FOODGRADE) สารละลายมีความใสสะอาดสูง ปราศจากฝุ่นผงและกากของไคติน ไม่มีกลิ่นเหม็นเน่าหรือเหม็นเปรี้ยว มีความข้นเหนียวเหมาะสม กระบวนการทำละลายใช้อุณหภูมิที่เหมาะสม ในภาชนะปลอดสนิม ใช้น้ำที่ปราศจากไอออนในการทำละลายและผ่านขบวนการการกำจัดเชื้อราและแบคทีเรียด้วยความร้อน ขั้นตอนทั้งหมดควรถูกควบคุมโดยผู้ผลิตที่เชี่ยวชาญชำนาญและมีประสบการณ์เกี่ยวกับไคโตซานเป็นเวลานาน
ปัจจุบันมีไคโตซานคุณภาพต่ำออกมาจำหน่ายในท้องตลาด ซึ่งผลิตจากไคโตซานที่มีค่าDD (DEGREE OF DEACETYLATION) ต่ำประมาณ 60-70 เท่านั้น ซึ่งไคโตซานที่มีค่า DD ต่ำจะละลายได้น้อยมีค่าความเป็นไคโตซานน้อยแค่ 60-70% เท่านั้น ส่วนที่เหลือจะเป็นกากไคตินซึ่งไม่มีประโยชน์ นอกจากนี้กรดที่นำมาใช้ในการทำละลายจะเป็นกรดอุตสาหกรรมที่มีการกัดกร่อนรุนแรง เพื่อกัดให้ไคโตซานคุณภาพต่ำละลายให้มากที่สุด กรดประเภทนี้จะมีกลิ่นฉุนเปรี้ยวแสบจมูก เมื่อนำไคโตซานที่มีกรดรุนแรงเช่นนี้ผสมอยู่มาผสมกับสารเสริมหรือยาต่างๆก็จะทำลายสารเสริมและยาให้เสื่อมสภาพทันที
สารละลายไคโตซานที่ตั้งใจผลิตมาอย่างดี จะใช้วัตถุดิบเกรดอาหาร ใช้กรดอินทรีย์สำหรับทำอาหารมาเป็นตัวทำละลายเพื่อให้สินค้ามีความปลอดภัย สามารถสัมผัสหรือกินได้โดยไม่มีอันตราย ขั้นตอนการผลิตและบรรจุสะอาด ปลอดภัยเหมือนอาหารที่คนทั่วไปบริโภค
ประสิทธิภาพของไคโตซานในการใช้เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆมีดังนี้
1. ใช้เคลือบเม็ดอาหารกุ้งและสัตว์น้ำอื่นๆ เพื่อให้เม็ดอาหารแตกตัวช้า ละลายน้ำช้าลง รวมทั้งใช้ในการเคลือบยา วิตามินและอาหารเสริมอื่นๆ เพื่อไม่ให้ละลายไปกับน้ำในบ่อเลี้ยง เนื่องจากไคโตซานจะมีคุณสมบัติไม่ละลายน้ำเมื่อแห้งและจะเก็บสารอาหาร ยาและวิตามินไว้ในเม็ดอาหารได้ดี สามารถใช้ไคโตซานเคลือบอาหารเพื่อทดแทนน้ำมันเคลือบทั้งหลาย เช่น น้ำมันปลาหมึก น้ำมันหอย โคเลสเตอรอล น้ำมันปลาทะเล ซึ่งน้ำมันเหล่านี้ จะทำให้ตับกุ้งบวมเหลือง เนื่องจากตับกุ้งย่อยไขมันไม่ไหว ไขมันจะคั่งอยู่ในตับกุ้งเป็นจำนวนมากจน ตับกุ้งอักเสบ
2. ใช้บำรุงสุขภาพกุ้งและเสริมสร้างเปลือกกุ้ง ใช้ไคโตซานประมาณ 25 ซีซี ต่ออาหารกุ้งหนึ่งกิโลกรัม เคลือบอาหารกุ้งแล้วทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที จนเม็ดอาหารเริ่มแห้ง ผสมไคโตซานให้กุ้งกินเป็นประจำตั้งแต่เล็ก (เริ่มผสมที่อาหารเบอร์2) เมื่อกุ้งได้รับไคโตซานอย่างต่อเนื่องสุขภาพจะดีขึ้น การดีดตัวดีขึ้น กล้ามเนื้อใสเหมือนแก้ว การลอกคราบเป็นปกติมีเปลือกที่หนาแข็ง,แน่น,เป็นมันเงา ลดโอกาสที่จะเป็นโรคจากไวรัสและแบคทีเรียได้มาก
มีความจำเป็นหรือไม่ที่จะเลือกใช้ไคโตซานในการเพาะเลี้ยงกุ้ง
โดยปกติ กุ้งจะมีการสร้างเปลือกลอกคราบอย่างสม่ำเสมอเพื่อการเจริญเติบโตกุ้งที่มีสุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรงมีการจัดการบ่อและคุณภาพน้ำที่ดีปล่อยกุ้งไม่หนาแน่น ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ไคโตซานเพื่อเสริมสุขภาพกุ้ง แต่จะเลือกใช้ไคโตซานเสริมเมื่อมีข้อสังเกตุจากการเลี้ยง ดังนี้
1. ปล่อยกุ้งหนาแน่น (กุ้งขาว >100,000 ตัว/ไร่, กุ้งกุลาดำ >50,000 ตัว/ไร่ )
2. กุ้งลอกคราบช้า โตช้า
3. กล้ามเนื้อกุ้งขุ่น ไม่ใสสะอาด
4. กุ้งลอกคราบเปลือกบาง เปลือกแข็งตัวช้า
5. ต้องการเคลือบวิตามิน ยาให้ละลายอย่างช้าๆ
6. ลูกกุ้งที่ปล่อยลงบ่อไปไม่เกิน 20 วันมีอาการอ่อนแอให้เห็น
7. กุ้งมีแผลสีดำตามเปลือก ต้องการลอกคราบทิ้งเปลือกที่เป็นแผล
เมื่อพบอาการข้อใดข้อหนึ่งตามข้างต้นนี้ สามารถใช้ไคโตซานเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาข้างต้นนี้ได้ แต่ถ้าให้ไคโตซานป้องกันแต่แรกจะได้ผลดีที่สุด เนื่องจากกุ้งต้องนำไคโตซานเข้าสะสมในตัวทีละน้อยจนมีปริมาณไคโตซานมากพอ ทึ่จะเสริมสร้างเปลือกและเนื้อเยื่อได้
การใช้ไคโตซานเพื่อประโยชน์ในการเลี้ยงกุ้งนั้น ผู้เลี้ยงควรจะอดทนรอผลการใช้ประมาณ 1-2 อาทิตย์ เนื่องจากการให้ไคโตซานผสมอาหารกุ้งเพื่อสร้างสุขภาพกุ้งให้แข็งแรง สร้างเปลือกสร้างเนื้อเยื่อต้องใช้เวลาให้กุ้งได้สะสมไคตินมากพอที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้ และควรให้กุ้งได้รับไคโตซานมากพอโดยผสมอาหารให้กินทุกมื้อทุกวัน จนเมื่อกุ้งสมบูรณ์แข็งแรงดีพอแล้วจึงค่อยลดปริมาณ ลดมื้อการใช้ไคโตซานจนหยุดใช้ในที่สุด เมื่อกุ้งสมบูรณ์แข็งแรงดีแล้ว
ประโยชน์จากการใช้ไคโตซานแยกตามชนิดของสัตว์น้ำ
1. กุ้งทุกชนิด
-ไคโตซานเป็นสารตั้งต้นในการสร้างเนื้อเยื่อและเปลือก กระตุ้นให้มีการลอกคราบได้ดี ลอกคราบได้สมบูรณ์ กุ้งโตเร็ว
-ไคโตซานเพิ่มการไหลเวียนของเลือดกุ้งทำให้มีการหมุนเวียนของสารอาหารดีและขับถ่ายของเสียดีขึ้น
- ไคโตซานเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับกุ้งทุกชนิด
-ไคโตซานใช้เป็นสารเคลือบอาหารเพื่อให้อาหารคงทนไม่ละลายสูญเสียไปกับน้ำ ลดค่าใช้จ่าย
-ไคโตซานช่วยเพิ่มปริมาณของเม็ดสีในกุ้ง ทำให้กุ้งมีสีเข้มจัด
-ไคโตซานช่วยให้กุ้งแข็งแรงเมื่อใช้ไคโตซานอย่างสม่ำเสมอ
-ไคโตซานช่วยเพิ่มการยึดเกาะของสารเสริมอาหารต่างๆให้ยึดติดกับเม็ดอาหารได้ดีกว่าสารเคลือบทุกชนิด ทำให้สารเสริมทุกชนิดไม่ละลายหลุดไปกับน้ำ
2. ปลาทุกชนิด
-ไคโตซานใช้เคลือบอาหารปลาทำให้อาหารปลาคงตัว เน่าเสียช้า
-ไคโตซานเพิ่มสีในปลาให้เข้มขึ้น สีจัดขึ้น โดยเฉพาะปลาคาร์พสีแดงจะเข้มมาก
- ไคโตซานจะกระตุ้นให้ปลากินอาหารได้มากขึ้น ระบบย่อยอาหารแข็งแรง
- ไคโตซานเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตในปลาได้ดี
3. กบ
-ไคโตซานช่วยให้กบกินอาหารได้ดีขึ้น กบโตเร็วขึ้น
-ไคโตซานเสริมความแข็งแรงให้กับระบบย่อยอาหารของกบ
-ไคโตซานช่วยปรับปรุงคุณภาพของน้ำในบ่อเลี้ยงกบให้เหมาะสม