แนวทางการเลี้ยงกุ้งวีธีนี้แบ่งเป็น 2 แบบ คือ 1. เลี้ยงกุ้งหนาแน่นน้อย (น้อยกว่า 100,000 ตัว ต่อ ไร่) และ 2. เลี้ยงกุ้งหนาแน่นมาก (มากกว่า 100,000 ตัว ต่อ ไร่) ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายแตกต่างกัน
1. แบบแรก เลี้ยงกุ้งหนาแน่นน้อย (น้อยกว่า 100,000 ตัว ต่อ ไร่)
วีธีนี้มีค่าใช้จ่ายไม่มากเน้นการใช้จุลินทรีย์บำบัดน้ำเสีย และใช้อาหารเสริมที่บำรุงให้กุ้งแข็งแรง ควบคุมแพลงค์ตอนให้มีน้อยด้วยสารควบคุมการเจริญเติบโตของสาหร่ายและสีน้ำเทียม
เริ่มต้นด้วยการเตรียมบ่อเลี้ยงธรรมดา ปรับสภาพดิน เอาน้ำเข้า ใส่ยาฆ่าหอยหรือใส่คอปเปอร์ซัลเฟต 10-20 กิโลกรัม ต่อ ไร่ เพื่อฆ่าหอย ใส่กากชาเพื่อฆ่าปลา ฆ่าโปรโตซัวและเชื้อราที่มีอยู่ในบ่อด้วยกลูตารอลดีไฮด์หรือคลอรีน (ในอดีตใช้ไตรฟลูราลิน แต่ปัจจุบันไตรฟลูราลินเป็นสารต้องห้าม) จากนั้นเริ่มใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายกลุ่มบาซิลลัส หรือปม.1 เพื่อบำบัดของเสียที่เหลืออยู่ในดินและน้ำ และใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงกลุ่มโรโดแบคเตอร์ (จุลินทรีย์น้ำแดง) ประมาณ 5 ลิตร ต่อ ไร่ ร่วมด้วย
จุลินทรีย์กลุ่มบาซิลลัสจะย่อยสลายของเสียในบริเวณที่ออกซิเจนเข้าถึง ในขณะที่กลุ่มโรโดแบคเตอร์จะย่อยสลายของเสียในบริเวณที่ไม่มีออกซิเจน เช่น ในชั้นดิน และกองเลน
การควบคุมสีน้ำระหว่างการเลี้ยง จะใช้สีน้ำเทียมตลอดการเลี้ยงเพื่อพรางแสงให้เกิดแพลงค์ตอนน้อย ใช้สารควบคุมสาหร่ายบ้างเป็นบางครั้ง เมื่อเริ่มเห็นปริมาณแพลงค์ตอนมากขึ้น จุลินทรีย์ทั้งกลุ่มบาซิลลัสและกลุ่มโรโดแบคเตอร์จะถูกใส่ลงบ่อเป็นโปรแกรมทุก 15 วันในเดือนแรก(หลังจากปล่อยกุ้ง), ทุก 7 วันในเดือนที่สอง และทุก 3 วัน ในเดือนที่สามและสี่ จุดประสงค์ของการควบคุมสีน้ำระหว่างการเลี้ยงคือควบคุมไม่ให้แพลงค์ตอนดรอป เนื่องจากทุกครั้งที่แพลงค์ตอนดรอปมากๆกุ้งจะมีปัญหาการกินอาหารลดลง มีของเสียในบ่อเพิ่ม กุ้งจะเครียดและป่วยตายในที่สุด
ส่วนการใช้จุลินทรีย์เป็นโปรแกรมเพื่อกำจัดของเสียในบ่อให้มากที่สุด เพื่อให้แพลงค์ตอนไม่เพิ่มปริมาณมากขึ้นจากสารอาหารที่ได้จากของเสียในบ่อ และทำให้คุณภาพของน้ำในบ่อดีตลอดการเลี้ยง
วีธีการปรับสภาพน้ำและแพลงค์ตอนแบบนี้จะใช้วัสดุปูนเป็นจำนวนมากเพื่อเพิ่มค่าอัลคาไลน์ในน้ำ ชดเชยค่าอัลคาไลน์ที่เกิดจากแพลงค์ตอน หลักจากการควบคุมน้ำด้วยวิธีนี้แล้วค่าออกซิเจนจะละลายน้ำได้ดีเพราะคุณภาพน้ำจะดีตลอดการเลี้ยง ค่าพีเอชจะนิ่ง (เช้า-บ่าย ต่างกันไม่เกิน 0.3) น้ำจะไม่ดรอป กุ้งจะมีสุขภาพดีตลอดการเลี้ยง
ในส่วนของการบำรุงกุ้งขอแนะนำให้ใช้ไคโตซานเม็ดให้กุ้งกินตั้งแต่วันแรกที่ปล่อยกุ้งลงบ่อ โดยให้ไคโตซานเม็ดในอัตราส่วน 2 กิโลกรัม ต่อ กุ้ง 100,000 ตัว ต่อวัน ใช้ทดแทนอาหารกุ้ง กุ้งจะแข็งแรง ลอกคราบดี โตเร็วและอัตรารอดสูง และปรับการใช้ไคโตซานเม็ดผสมกับอาหารกุ้งในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 (50%) เมื่อกุ้งมีอายุตั้งแต่วันที่ 11-20 วัน หลังจากนั้นจึงผสมไคโตซานเม็ดกับอาหารกุ้งในอัตราส่วน 3 ต่อ 7 (30%) เมื่อกุ้งมีอายุ 20 วันขึ้นไป หลังจากกุ้งมีอายุ 30 -40 วัน สามารถใช้ไคโตซานน้ำผสมอาหารทดแทนการใช้ไคโตซานเม็ด เพื่อเสริมความแข็งแรงให้กับกุ้งตลอดการเลี้ยง
2. แบบที่สอง เลี้ยงกุ้งหนาแน่นมาก (มากกว่า 100,000 ตัว ต่อ ไร่)
วีธีนี้จะเป็นการเลี้ยงแบบใช้ต้นทุนสูง แต่สามารถเลี้ยงกุ้งแบบหนาแน่นมากได้(มากกว่า 100,000 ตัว ต่อ ไร่) โดยการปูพีอีแบบบาง หมดทั้งบ่อ มีการขุดหลุมทำเซ็นทรัลเดรนไว้กลางบ่อสำหรับดูดของเสียตลอดเวลา เส้นผ่าศูนย์กลางของหลุมประมาณ 1 เมตร ลึก 0.5-1 เมตร จุดประสงค์ของการทำบ่อแบบนี้เพื่อเก็บของเสียออกจากบ่อให้หมด เพื่อให้คุณภาพน้ำดีตลอดการเลี้ยง
หลักการปรับปรุงน้ำในการเลี้ยงวิธีนี้คือเลี้ยงแบบไม่มีแพลงค์ตอนไม่มีสีน้ำ โดยธรรมชาติใช้สีน้ำเทียมหรือกากน้ำตาลควบคุมสีน้ำให้ทึบแสง โดยหลังจากเอาน้ำเข้าบ่อให้ทำการฆ่าพาหะและฆ่าเชื้อต่างๆด้วยคลอรีน 30 พีพีเอ็ม, ใช้คอปเปอร์ซัลเฟต 10 กิโลกรัม ต่อ ไร่เพื่อฆ่าหอย, ใช้กากชาเพื่อฆ่าปลาและไข่ปลา ใช้จุลินทรีย์กลุ่มบาซิลลัสใส่ทุกวัน, ใช้จุลินทรีย์กลุ่มโรโดแบคเตอร์ใส่ทุก 15 วัน
หลังจากปล่อยกุ้งลงในบ่อเลี้ยงประมาณ 10-15 วัน จึงเริ่มดูดตะกอนเลนทุก 10 นาทีทุกวัน นำตะกอนเลนไปเก็บในบ่อเก็บตะกอนเลน ไม่ทิ้งลงสู่ธรรมชาติโดยตรง ถ่ายน้ำใหม่เข้าบ่อประมาณ 30 เซนติเมตรทุกวัน บำรุงกุ้งด้วยไคโตซานเม็ดตั้งแต่วันแรกที่ปล่อยกุ้ง
ไคโตซานเม็ดจะมีความคงตัวในน้ำได้ดีมาก แม้จะเป็นขนาดเทียบเท่าอาหารเม็ดเบอร์หนึ่งก็สามารถคงตัวอยู่ในน้ำได้ไม่น้อยกว่าสองวันโดยที่สารอาหารในไคโตซานเม็ดสูญเสียออกไปกับน้ำน้อยมาก เนื่องจากเทคโนโลยีการผลิตและเคลือบเม็ดซ้ำถึง 3 ครั้ง จึงไม่ละลายไปกับน้ำง่ายๆ อีกทั้งไคโตซานเม็ดผลิตจากเนื้อปลาทะเลสดจึงมีกลิ่นหอมมากดึงดูดให้กุ้งมากินอย่างรวดเร็ว สารอาหารที่มีประโยชน์หลายชนิดที่อยู่ในไคโตซานเม็ดจะบำรุงกุ้งให้แข็งแรง ลอกคราบดี มีอัตราการเจริญเติบโตที่รวดเร็วเป็นที่พีงพอใจของเกษตรกร
เพื่อให้กุ้งแข็งแรงสมบูรณ์มีอัตรารอดสูง มีการลอกคราบที่สมบูรณ์ เนื่องจากการเลี้ยงด้วยวิธีนี้จะมีการถ่ายน้ำ เติมน้ำอยู่ตลอดเวลา กุ้งจะมีการลอกคราบอย่างสม่ำเสมอเป็นจำนวนมากจึงต้องได้รับไคโตซานเพื่อสร้างเปลือกเป็นปริมาณมาก ถ้ากุ้งได้รับไคโตซานน้อยเกินไปจะเกิดความเสียหายจากการลอกคราบได้ และควรปรับค่าออกซิเจนที่ละลายในน้ำ (ค่าDO) ไม่ให้มีค่าต่ำกว่า 5 พีพีเอ็ม ตลอดเวลา
การเติมแร่ธาตุก็มีส่วนสำคัญ เนื่องจากการเลี้ยงแบบไม่มีสีน้ำไม่มีแพลงค์ตอน จะมีค่าอัลคาไลน์จากธรรมชาติต่ำ จึงต้องเติมแร่ธาตุและวัสดุปูนให้มากพอเพียงที่กุ้งจะนำไปใช้สร้างเปลือกให้แข็ง
หลักการของการเลี้ยงวิธีนี้คือ
1) พื้นบ่อต้องสะอาด (เพราะปูพีอีและน้ำหมุนเวียนดี)
2) ดูดตะกอนทุก 10 นาที จนน้ำที่ดูดออกมาใส
3) เปลี่ยนถ่ายน้ำวันละ 30 เซนติเมตรทุกวัน
4) ควบคุมสีน้ำไม่ให้มีแพลงค์ตอนมาก
5) บำรุงกุ้งด้วยสารเสริมและอาหารที่ดีที่สุดเพื่อให้กุ้งแข็งแรง โตไว ลอกคราบดี และอัตราแลกเนื้อดี
6) ควบคุมค่าออกซิเจนที่ละลายในน้ำ (ค่าDO) ไม่ให้มีค่าต่ำกว่า 5 พีพีเอ็ม ตลอดเวลา
7) เติมวัสดุปูนและแร่ธาตุเต็มที่ให้พอเพียงกับความต้องการของกุ้ง
มีหลายฟาร์มที่มีวิธีเลี้ยงใกล้เคียงกับวิธีนี้แต่ไม่ได้บำรุงกุ้งให้ดี ใช้อาหารธรรมดา ไม่เสริมอาหารเสริมและไคโตซานให้กับกุ้ง ก็จะได้ผลผลิตไม่เต็มที่ ผลผลิตไม่มากพอเพียงเท่ากับการเลี้ยงโดยการบำรุงอาหารเสริมให้กับกุ้ง โดยเฉพาะการเสริมไคโตซานเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับกุ้งที่เลี้ยงโดยวิธีนี้