เรื่องยาปฏิชีวนะจากบริษัท โบนาฟิเดสมาร์เก็ตติ้ง

การให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างถูกต้อง รวมทั้งอธิบายกลไกการทำงานของยาปฏิชีวนะแต่ละตัว ไม่ใช่เพื่อสนับสนุนการใช้ยาปฏิชีวนะในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ แต่เป็นการให้ความรู้เพื่อไม่ให้เกษตรกรใช้ยาอย่างผิดวิธี ผิดประเภทของยาปฏิชีวนะ ใช้ยาปฏิชีวนะที่เป็นยาต้องห้าม อันจะนำไปสู่การล่มสลายของการเลี้ยงกุ้งในประเทศไทยตลอดจนอาจจะนำไปสู่การดื้อยาปฏิชีวนะอย่างถาวรของเชื้อโรคในการรักษาโรคในมนุษย์ด้วย
 
เปรียบเสมือนการให้ความรู้เกี่ยวกับยาเสพติด เช่น ฝิ่น ยาบ้า โคเคน เฮโรอีน ผู้ให้ความรู้มีจุดประสงค์เพื่อให้รู้จักกับสารเสพติดประเภทนี้โดยที่ไม่ได้ต้องการให้ไปเสพสารจำพวกนี้ แต่เป็นการรู้เพื่อป้องกัน และหลีกเลี่ยงเมื่อพบเจอกับสารจำพวกนี้
 
จำแนกตามฤทธิ์ต่อจุลชีพ
1. Bactericidal หมายถึง ยาต้านจุลชีพมีฤทธิ์ฆ่าหรือทำลายเชื้อจุลชีพ โดยทั่วไปมักมีกลไกการออกฤทธิ์ต่อผนังเซลล์ และต่อเซลล์เมมเบรนของแบคทีเรีย
2. Bacteriostatic หมายถึง ยาต้านจุลชีพมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลชีพ มักมีกลไกการออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างโปรตีน ดังนั้น จึงต้องการระบบภูมิคุ้มกันเซลล์เม็ดเลือดขาวเพื่อเก็บกินเชื้อจุลชีพ ถ้าเพิ่มขนาดยามากขึ้นยาต้านจุลชีพเหล่านี้อาจออกฤทธิ์ฆ่าหรือทำลายเชื้อจุลชีพ
จำแนกตามกลไกการออกฤทธิ์
1. ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างผนังเซลล์ เช่น เพนนิซิลลิน เซฟาโลสปอริน แวนโคมัยซิน
    ผนังเซลล์ของแบคทีเรียจะเป็นส่วนที่อยู่ชั้นนอกสุดของเซลล์ มีลักษณะแข็งและมีรู ใช้ป้องกันอันตรายจากภายนอกรวมทั้งป้องกันเซลล์เมมเบรนบวมแตก ส่วนประกอบของผนังเซลล์ของแบคทีเรียแกรมบวกและแกรมลบจะต่างกัน แบคทีเรียแกรมลบจะมีผนังเซลล์ซับซ้อนกว่าแบคทีเรียแกรมบวก ผนังเซลล์ของแบคทีเรียแกรมลบจะแข็งแรงกว่าและถูกทำลายด้วยยาต้านจุลชีพยากกว่า
    ยากลุ่มที่มีฤทธิ์ขัดขวางการสร้างผนังเซลล์ของแบคทีเรียจะทำงานโดยการทำลายผนังเซลล์ของแบคทีเรีย ทำให้ผนังเซลล์แตกและแบคทีเรียจะตายทันที ยากลุ่มนี้จึงจัดเป็นยาต้านจุลชีพที่ออกฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรียโดยตรง (BACTERICIDALS) ยา กลุ่มนี้มีความปลอดภัยสูงเนื่องจากเซลล์ของสัตว์ชั้นสูงทั่วไปไม่มีผนังเซลล์ ยากลุ่มนี้ได้แก่ กลุ่มเพนนิซิลลิน, กลุ่มเซฟฟาโลสปอริน, แวนโคมัยซิน
2. ออกฤทธิ์ต่อเซลล์เมมเบรน เช่น โพลีมิกซิน-บี คีโตโคนาโซล แอมโฟเทอริซิน –บี 
    เซลล์เมมเบรนของแบคทีเรียเป็นชั้นที่อยู่เข้าไปถัดจากผนังเซลล์ เป็นชั้นที่ประกอบไปด้วยโปรตีนและไขมัน หน้าที่หลักของเยื่อหุ้มเซลล์ของแบคทีเรียคือ ควบคุมส่วนประกอบภายในเซลล์ เป็นตัวกันการซึมออกของสารที่มีโมเลกุลเล็ก เช่น กรดอะมิโนและเกลือแร่ต่างๆ กลุ่มยาที่มีผลต่อเยื่อหุ้มเซลล์ของแบคทีเรียจะทำให้เยื่อหุ้มเซลล์ของแบคทีเรียแตก และทำให้ของเหลวภายในเซลล์ของแบคทีเรียรั่วไหลออกมานอกเซลล์ทำให้แบคทีเรียตายในที่สุด ยากลุ่มนี้มีพิษมากที่สุดเนื่องจากเซลล์ของสัตว์ก็มีเยื่อหุ้มเซลล์เหมือนกัน เพียงแต่คุณสมบัติของเยื่อหุ้มเซลล์ของสัตว์ไม่เหมือนกับแบคทีเรีย ยาจึงมีผลทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ของแบคทีเรียได้ดีกว่าเยื่อหุ้มเซลล์ของสัตว์ ยากลุ่มนี้ได้แก่ โพลีมิกซิน,โคลิสติน, แอมโพเทอริซิน-บี, คีโตโคนาโซล
3. ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างโปรตีน เช่น คลอแรมเฟนิคอล เตตร้าซัยคลิน อีริโทรมัยซิน อะมิโนกลัยโคไซด์
    การสร้างโปรตีนของแบคทีเรียเกิดจากไรโบโซมที่อยู่ในเซลล์ของแบคทีเรีย ไรโบโซมจะทำหน้าที่สังเคราะห์โปรตีนเพื่อใช้ในเซลล์ของแบคทีเรีย เมื่อไรโบโซมถูกขัดขวางการสร้างโปรตีน เซลล์แบคทีเรียจะไม่มีโปรตีนสำหรับกิจกรรมภายในเซลล์ ทำให้กิจกรรมภายในเซลล์แบคทีเรียหยุดชะงัก ยากลุ่มที่ขัดขวางการทำงานของไรโบโซมจะไม่ฆ่าเซลล์แบคทีเรียโดยตรง แต่จะทำให้เซลล์แบคทีเรียขาดสารอาหารจนอ่อนแอ และถูกระบบภูมิคุ้มกันของสัตว์ทำลายเซลล์แบคทีเรียต่อไป ยากลุ่มนี้ได้แก่ กลุ่มคลอแรมเฟนิคอล(ไธแอมเฟนิคอล, ฟลอเฟนิคอล), คลินดามัยซิน, อีริโธรมัยซิน
4. ออกฤทธิ์ทำให้ขบวนการสร้างโปรตีนของแบคทีเรียผิดปกติ เช่น สเปคติโนมัยซิน สเตรปโตมัยซิน กลุ่มยาอมิโนไกลโคไซด์
    การยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียโดยการทำให้แบคทีเรียสร้างโปรตีนที่ผิดปกติออกมาก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ใช้ในการยับยั้งแบคทีเรีย โดยยาจะไปทำให้ไรโบโซมของแบคทีเรียสร้างโปรตีนที่ใช้ไม่ได้หรือเป็นพิษต่อตัวแบคทีเรียเองทำให้แบคทีเรียตาย ยากลุ่มนี้ได้แก่ สเปคติโนมัยซิน, สเตรปโตมัยซิน, กลุ่มยาอมิโนไกลโคไซด์(กาน่ามัยซิน, เจนตามัยซิน, นีโอมัยซิน, โทบรามัยซิน)
5. ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างกรดนิวคลิอิค เช่น ไรแฟมปิซิน ควิโนโลน เมโทรนิดาโซล
    แบคทีเรียจะแบ่งตัวเพิ่มจำนวนได้จะต้องมีการจำลองหน่วยพันธุกรรม เช่น ดีเอ็นเอ เพิ่ม ยาจะไปขัดขวางเอ็นไซม์ดีเอ็นเอไจเรส (DNA gyrase)  ซึ่งเป็นเอ็นไซม์ที่ทำให้เกลียวดีเอ็นเอคลายตัวเพื่อสร้างดีเอ็นเอชุดใหม่สำหรับการแบ่งตัวของแบคทีเรีย ผลก็คือแบคทีเรียไม่สามารถสร้างดีเอ็นเอเพื่อการเจริญเติบโตและแบ่งตัวได้ ทำให้แบคทีเรียตายไปในที่สุด ยากลุ่มนี้เช่น ไรแฟมพิซิน, เมโทรนิดาโซล, กลุ่มควิโนโลน(นอร์ฟล็อคซาซิน, ไซโปรฟล็อคซาซิน, เอ็นโรฟล็อคซาซิน, พีฟล็อคซาซิน)
6. รบกวนการสังเคราะห์เมตาบอไลต์ที่จำเป็นในการดำรงชีพของเชื้อจุลชีพ เช่น ซัลโฟนาไมด์ ไอโซไนอะซิด
    แบคทีเรียทุกชนิดจะต้องมีกิจกรรมภายในเซลล์เพื่อการดำรงชีวิตและแบ่งตัว มีการสร้างสารที่จำเป็นในการดำรงชีวิตของแบคทีเรียเอง เช่น กรดโฟลิค แบคทีเรียไม่สามารถใช้กรดโฟลิคจากภายนอกตัวเองได้จะต้องสร้างขึ้นมาเอง กรดโฟลิคมีบทบาทในการสร้างการเจริญเติบโตและแบ่งตัวของแบคทีเรีย  ถ้าแบคทีเรียถูกยับยั้งการสร้างกรดโฟลิคแบคทีเรียจะตายไปในที่สุด  ยาที่ยับยั้งการสร้างกรดโฟลิคภายในเซลล์ของแบคทีเรียได้แก่ กลุ่มซัลโฟนาไมด์(SULFONAMIDE) เช่น ซัลฟากัวนิดีน, ซัลฟาเมทอคซาโซล, ไตรเมทโทปริม
    ยาต้านจุลชีพที่ดีควรออกฤทธิ์ต่อเชื้อจุลชีพเท่านั้น ไม่ควรมีผลต่อเซลล์ของสัตว์ ยาต้านจุลชีพที่มีการออกฤทธิ์อย่างเลือกเฟ้น(selective) ต่อเฉพาะเชื้อ ได้แก่ กลุ่มที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างผนังเซลล์ เช่น ยาปฏิชีวนะกลุ่ม เบต้า-แลคแทม ยากลุ่มนี้จึงใช้ได้ค่อนข้างปลอดภัย ส่วนยาต้านจุลชีพที่มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างโปรตีน โดยจับกับไรโบโซมซึ่งเป้าหมายที่มีทั้งในเซลล์ของแบคทีเรียและเซลล์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แต่พบว่า ไรโบโซมแตกต่างกัน กล่าวคือ ไรโบโซมของแบคทีเรียเป็น 70s ส่วนไรโบโซมของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเป็น 80s ยกเว้นในไมโตคอนเดรีย ในเซลล์ไขกระดูกเป็น 70s ดังนั้นยาต้านจุลชีพที่ออกฤทธิ์ โดยจับกับไรโบโซม จึงพบว่าค่อนข้างปลอดภัย แต่บางชนิดอาจเกิดอาการข้างเคียงถึงขั้นเป็นพิษได้ เช่น คลอแรมเฟนิคอล จึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง
 
ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ยาคลอแรมเฟนิคอลและอนุพันธ์ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
คลอแรมเฟนิคอล(CHLORAMPHENICOL) เป็นยาปฎิชีวนะที่แยกได้มาจากเชื้อ Streptomyces venezuelae มีฤทธิ์ทำลายแบคทีเรียแกรมบวกและแกรมลบหลายชนิดรวมทั้งเชื้อริคเกทเซีย ยาออกฤทธิ์โดยการยับยั้งการสร้างโปรตีนของแบคทีเรีย ทำให้แบคทีเรียเจริญเติบโตต่อไปอีกไม่ได้
คลอแรมเฟนิคอล ปัจจุบันได้มาจากการสังเคราะห์เป็นผลึกสีขาว ทนความร้อนสูงและมีรสขมมาก มีหลายไอโซเมอร์แต่ไอโซเมอร์ที่อยู่ในรูป L-form เท่านั้นที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค
ไธแอมเฟนิคอล(THIAMPHENICOL) เป็นอนุพันธ์ของคลอแรมเฟนิคอล แต่มีความสามารถในการฆ่าเชื้อด้อยกว่าคลอแรมเฟนิคอลประมาณ 1-2 เท่าตัว เนื่องจากมีความไวต่อเชื้อน้อยกว่า เพียงแต่ไธแอมเฟนิคอลจะไม่มีผลรุนแรงต่อเม็ดเลือด ซึ่งจะทำให้เกิดโรคโลหิตจางในคน
ไธแอมเฟนิคอล ละลายน้ำได้น้อยมาก และด้วยความสามารถในการฆ่าเชื้อที่ด้อยกว่าคลอแรมเฟนิคอลจึงไม่นิยมใช้กัน
ฟลอเฟนนิคอล(FLORFENICOL) เป็นอีกหนึ่งอนุพันธ์ของคลอแรมเฟนิคอลและไธแอมเฟนิคอล มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อที่แรงกว่าคลอแรมเฟนิคอลและไธแอมเฟนิคอล เพียงแต่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าฟลอเฟนิคอลไม่ทำให้เกิดโรคโลหิตจางแบบ APLASTIC ANEMIA ในคน จึงยังไม่เป็นที่แพร่หลายในการใช้
 
ยากลุ่มคลอแรมเฟนิคอลและอนุพันธ์มีฤทธิ์ลบล้างประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อโรค เมื่อใช้ร่วมกับยากลุ่มเพนนิซิลลิน (แอมพิซิลลิน,อม็อคซีซิลลิน) และเมื่อใช้กับกลุ่ม แมคโครลีด(อีริธโทรมัยซิน,ร็อคซีโทรมัยซิน) ก็จะลบล้างฤทธิ์ซึ่งกันและกัน ทำให้ใช้ยาไม่ได้ผล
 
ผลเสียของการใช้ยากลุ่มคลอแรมเฟนิคอลในการเลี้ยงกุ้ง 
ยากลุ่มนี้เชื้อโรคมีโอกาสดื้อได้ง่าย เนื่องจากเชื้อโรคหลายตัวสามารถสร้างเอนไซม์คลอแรมเฟนิคอลอะเซติลทรานสเฟอเรสจากพลาสมิดของเชื้อมาทำลายยาโดยตรง ทำให้การใช้ยาไม่ได้ผล อีกทั้งยากลุ่มคลอแรมเฟนิคอลเป็นยาที่ถูกห้ามใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เนื่องจากยาอาจเหลือตกค้างอยู่ในตัวกุ้ง และถูกตรวจโดยเครื่องมือ LCMS ซึ่งมีความไวสูง ถ้ามียาเหลือตกค้างในกุ้งเพียงเล็กน้อยก็อาจถูกผู้ซื้อปฎิเสธการซื้อกุ้งได้ เป็นผลเสียต่อตัวเกษตรกรเองและเป็นผลเสียต่อชื่อเสียงของประเทศไทยที่ผลิตกุ้งปลอดสารปฎิชีวนะมาตลอด
การหลีกเลี่ยงไปใช้ไธแอมเฟนิคอล และฟลอร์เฟนิคอลโดยคิดว่าไม่ใช่คลอแรมเฟนิคอลเป็นความเข้าใจผิดอย่างมาก เพราะทั้งหมดเป็นยาในกลุ่มคลอแรมเฟนิคอลมีโครงสร้างหลักใกล้เคียงกัน จึงสามารถถูกตรวจโดยเครื่อง LCMS-MS ได้เหมือนกัน จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่มนี้ในการเลี้ยงกุ้ง พึงระวังว่ายากลุ่มคลอแรมเฟนิคอลเป็นสารต้องห้ามที่ไม่อนุญาตให้ใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
ข้อมูลทั้งหมดนี้เป็นการรวบรวมและปรับแต่งข้อความโดยผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว หากมีท่านผู้รู้สามารถเสริมข้อมูลเพิ่มเติมให้สมบูรณ์ยิ่งขี้นสามารถแนะนำโดยตรงกับผู้เขียนได้โดยส่งข้อมูลเพิ่มเติมมาได้ที่ bonafides@live.com เพื่อประโยชน์สำหรับส่วนรวม และขอขอบคุณล่วงหน้าสำหรับผู้แนะนำข้อมูลเพิ่มเติมด้วย
 
บรรณานุกรม
Martindale The Extra Pharmacopoeia 29 Edition
ศ.ดร. มาลินี ลิ้มโภคา ยาต้านจุลชีพ 
การใช้ยาต้านจุลชีพ www.slideshare.net
พรพิศ สุวรรณกูล “Retional use antibiotics” การใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลในทางอายุรกรรม” (กรุงเทพ ฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2541) หน้า 262-263
มหิดล, มหาวิทยาลัย เภสัชวิทยา เล่ม 2 (กรุงเทพ ฯ : บริษัทนิวไทยมิตรการพิมพ์ 2541) หน้า 1-9
สุรเกียรติ อาชานานุภาพ ตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2 (กรุงเทพฯ : เอช เอ็นการพิมพ์ 2531) หน้า 710
http://www.vet.purdue.edu/depts/bms/courses/chmrx/intmichd.htm “introduction to Antimicrobial Drugs”.