การเลือกไคโตซานสำหรับการเคลือบเม็ดอาหารกุ้ง

ปัจจุบันนี้มีสินค้าที่ทำจากไคโตซานจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดมากมายหลายบริษัท แต่ละบริษัทก็มีสูตรที่คล้ายกันบ้าง หรือบางบริษัทก็มีสูตรที่เฉพาะเจาะจงของบริษัทนั้นๆ แต่พื้นฐานของสินค้าทั้งหมดก็มาจากไคโตซานเหมือนกัน ที่จริงนั้นสินค้าที่ทำจากไคโตซานที่มีคุณภาพดีนั้นต้องมาจาก
1.)   ขั้นตอนการคัดเลือกวัตถุดิบที่ดี
2.)   การเลือกใช้ไคโตซานที่มีน้ำหนักโมเลกุลเหมาะสมกับจุดประสงค์ของแต่ละการใช้งาน
3.)   วิธีการผสมและความสะอาดของการผลิต
 
1.ขั้นตอนการคัดเลือกวัตถุดิบที่ดี วัตถุดิบที่ดีสำหรับการทำไคโตซานควรจะเป็นของสด เช่น เปลือกกุ้งสด,เปลือกปูสด ระหว่างที่นำมาผลิตต้องเก็บในอุณหภูมิไม่เกิน 4 องศาเซลเซียส ขั้นตอนในการสกัดโปรตีนออกมาต้องสกัดให้หมด เนื่องจากถ้ามีโปรตีนเหลือจะทำให้ไคโตซานเน่าเสียได้เมื่อทำเป็นสารละลาย ต้องสกัดแคลเซียมและแร่ธาตุออกให้หมดเพื่อให้มีปริมาณกากเหลือน้อยที่สุดเพื่อที่จะได้ไคตินที่มีคุณภาพดี เมื่อนำไปผลิตต่อจะได้ไคโตซานคุณภาพดีที่สุด ไคโตซานที่มีคุณภาพดีควรมีค่า  DD  (DEGREE OF DEACETYLATION) มากกว่า 90 ขึ้นไป ค่า DD เป็นค่าที่แสดงให้เห็นว่าไคโตซานที่มีค่า DD สูงมากจะละลายได้ดีมากมีส่วนที่เป็นกากน้อย สารละลายที่ได้จะมีความใสสะอาดมาก ตรงกันข้ามกับไคโตซานที่มีค่า DD ต่ำ จะละลายยากและมีความขุ่นมาก สารละลายที่ได้จะไม่ใสไม่สะอาดเนื่องจากมีกากและส่วนที่ไม่ละลายมาก ไม่เหมาะกับการนำมาใช้ผสมเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องการคุณภาพ เช่น อาหารคน , อาหารกุ้ง แต่สามารถนำไคโตซานที่มีค่า DD ต่ำมาใช้เป็นปุ๋ยผสมดิน, บำบัดน้ำเสียได้เนื่องจากไม่จำเป็นต้องใช้ไคโตซานที่มีค่า DD สูงนัก ดังนั้นไคโตซานที่มีคุณภาพดีจะสังเกตได้จากค่า DD ที่สูง (ถ้าสามารถขอใบรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์จากผู้ขายได้จะดีมาก) มีเนื้อสารละลายที่ใสสะอาด,ไม่มีตะกอนและผลิตมาจากบริษัทที่เชื่อถือได้ว่ามีความชำนาญมีกรรมวิธีการผลิตที่สะอาดได้มาตรฐาน เนื่องจากไคโตซานที่ไม่บริสุทธิ์เมื่อนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปจะเน่าเสียเร็ว มีความขุ่นสูง ละลายยากไม่คุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไป
 
2.การเลือกใช้ไคโตซานที่มีน้ำหนักโมเลกุลเหมาะสมกับจุดประสงค์ของแต่ละการใช้งาน  ความต้องการใช้ไคโตซานในแต่ละจุดประสงค์นั้นขึ้นกับน้ำหนักโมเลกุลของไคโตซานซึ่งไคโตซานที่มีน้ำหนักโมเลกุลน้อยจะมีสายสั้น ไคโตซานที่มีน้ำหนักโมเลกุลมากจะมีสายยาว ในธรรมชาติไคโตซานที่มีน้ำหนักโมเลกุลต่างๆจะคัดมาจากแต่ละส่วนของอวัยวะของกุ้ง,ปู ซึ่งเปลือกของกุ้ง ปูแต่ละส่วนเมื่อทำเป็นไคโตซานเรียบร้อยแล้วจะมีน้ำหนักโมเลกุลไม่เหมือนกัน เปลือกกุ้ง ปูที่ถูกเก็บมาอย่างดี ด้วยความเย็นจัดจะให้น้ำหนักโมเลกุลที่สม่ำเสมอมากกว่าเปลือกกุ้งปูตากแห้งที่ไม่ได้เก็บด้วยความเย็น เปลือกกุ้ง, ปูที่ตากแห้งจะมีไคตินน้อยและมีเศษโปรตีนปนเปื้อนมากกว่าเปลือกสดจะทำให้ได้ไคโตซานที่มีคุณภาพต่ำกว่าการใช้เปลือกกุ้ง, ปูสดมาผลิต   จุดประสงค์ในการคัดเลือกไคโตซานที่มีน้ำหนักโมเลกุลต่างๆมาใช้งานก็เพื่อที่จะต้องการให้ไคโตซานมีประสิทธิ์ภาพสูงที่สุดเหมาะกับจุดประสงค์นั้นๆ เช่น เมื่อต้องการใช้เคลือบเม็ดอาหารกุ้งจะใช้ไคโตซานที่มีน้ำหนักโมเลกุลสูงและน้ำหนักโมเลกุลปานกลางเป็นส่วนใหญ่ เพื่อให้เกิดเป็นฟิล์มที่เหนียวแน่นพอที่จะเก็บกักสารอาหารไม่ให้ละลายไปกับน้ำง่ายๆ ในขณะเดียวกันก็ต้องมีขนาดโมเลกุลที่พอเหมาะที่จะถูกย่อยได้ไม่ยากโดยน้ำย่อยของกุ้งเพื่อที่กุ้งจะได้นำไคโตซานที่ผ่านการย่อยแล้วไปเสริมสร้างส่วนต่างๆของร่างกายและเสริมภูมิคุ้มกันโรค
 
3.วิธีการผสมและความสะอาดของการผลิต  ผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วยไคโตซานในแต่ละสูตรนั้นมีวิธีการผสมที่ไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของการใช้งานและคุณสมบัติของสารละลายไคโตซานที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับ
3.1. กรดอินทรีย์แต่ละชนิดที่ใช้ทำละลายไคโตซาน กรดอินทรีย์แต่ละชนิดจะทำให้ไคโตซานเป็นฟิล์มได้ไม่เหมือนกัน คุณภาพของฟิล์มไคโตซานขึ้นกับความเข้มข้นของกรดอินทรีย์ที่ใช้ละลายและกรดที่ใช้ควรเป็นกรดสำหรับทำอาหาร (FOOD GRADE)
3.2. กรรมวิธีการละลายไคโตซาน  การละลายไคโตซานที่ถูกวิธีมีขั้นตอนที่เป็นลำดับและต้องมีความสะอาดสูง มีการให้ความร้อนที่พอเหมาะ ถ้าให้ความร้อนมากเกินไปไคโตซานจะไหม้ใช้ไม่ได้ ถ้าขั้นตอนการละลายไม่ถูกต้องจะไม่สามารถละลายไคโตซานได้หมด 
3.3. ภาชนะที่ใช้ทำละลาย  ภาชนะที่ใช้ในการละลายไคโตซานควรจะเป็นภาชนะสะอาดปลอดสนิม สามารถทนการกัดกร่อนจากกรดอินทรีย์ได้ดี
3.4. การควบคุมไอออนของโลหะในสารละลาย  น้ำที่ใช้ในการผสมไคโตซานต้องมีความสะอาดสูงปราศจากส่วนผสมของไอออนโลหะและเชื้อโรคปนเปื้อน
3.5. การกำจัดแบคทีเรียและเชื้อราที่ปนเปื้อนในสารละลาย  ควรใช้น้ำสะอาดที่ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนสูงมาเป็นตัวทำละลายไคโตซาน
3.6. การควบคุมการผสมโดยผู้เชี่ยวชาญ
3.7. ควรมีผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์ในการผลิตและผสมไคโตซานอย่างถูกวิธี                 
 
สารละลายไคโตซานที่ดีนั้นจะต้องมีความใสสะอาดสูง ปราศจากฝุ่นผงและกากของไคติน ไม่มีกลิ่นเหม็น มีความข้นเหนียวเหมาะสม กระบวนการทำละลายใช้อุณหภูมิที่เหมาะสมในภาชนะปลอดสนิม ใช้น้ำที่ปราศจากไอออนในการทำละลายและผ่านขบวนการการกำจัดเชื้อราและแบคทีเรียด้วยความร้อน ขั้นตอนทั้งหมดควรถูกควบคุมโดยผู้ผลิตที่เชี่ยวชาญชำนาญและมีประสบการณ์เกี่ยวกับไคโตซานเป็นเวลานาน
การผลิตไคโตซานโดยผู้เชี่ยวชาญเปรียบได้กับการผลิตยาฉีดที่ใช้ในโรงพยาบาล ผู้ผลิตต้องมีความรู้ที่ถูกต้อง มีความสะอาดในการผลิตสูง มีเทคนิคซับซ้อนในการละลายที่ดี เมื่อเปรียบเทียบกับการผลิตไคโตซานเลียนแบบเพื่อการค้า ที่ผู้ผลิตที่ไม่มีความรู้ความชำนาญอย่างแท้จริงจะผลิตด้วยความสกปรก ผลิตแล้วเกิดกากมาก เนื้อสารน้อย ขึ้นราและเน่าเสียง่ายเปรียบได้กับการนำสมุนไพรมาทำยาฉีดซึ่งมีสารปนเปื้อนมาก ออกฤทธิ์ได้ไม่แน่นอน ไม่คุ้มค่าในการรักษา 

ผู้เขียนขอแนะนำให้ผู้สนใจที่จะใช้ไคโตซานติดต่อขอข้อมูลและรายละเอียดของไคโตซานจากบริษัทที่น่าเชื่อถือได้ มีผลการทดลองใช้ที่ชัดเจน มีที่อยู่แน่นอน และมีประสบการณ์การจำหน่ายไคโตซานมานานหลายปี